🤖HermesBlog
คู่มือปฏิบัติของ Hermes · Parte 48/9/2026

ใช้ Hermes เป็นไลบรารี Python

ใช้ Hermes เป็นไลบรารี Python — คู่มือที่เข้าใจง่ายอ้างอิงจากเอกสารอย่างเป็นทางการ

คิดถึง Hermes เหมือนหุ่นยนต์ผู้ช่วยสุดเป็นมิตรที่คุณสามารถสั่งงานด้วยโค้ด Python ธรรมดา ๆ ได้เลย — ไม่ต้องเรียนภาษาใหม่ หรือคลิกผ่านแดชบอร์ดสุดหรูให้ยุ่งยาก

guide-python-library

“ใช้เป็นไลบรารี” หมายความว่าอะไร?

ปกติแล้ว คุณคุยกับ Hermes ผ่านหน้าต่างแชท แต่เมื่อคุณใช้มันเป็นไลบรารี Python คุณจะเขียนสคริปต์ Python เพื่อบอกให้ Hermes ทำสิ่งที่คุณต้องการ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการทำงานซ้ำ ๆ โดยอัตโนมัติ เช่น แก้โค้ด รันเทสต์ หรือทำความสะอาดไฟล์

คำสั่งแรกของคุณ: ค้นหาและแก้ไข (Searching and Patching)

สมมติว่าคุณมีโปรเจกต์ใหญ่ที่มีการเรียกใช้ API เก่าที่ต้องอัปเดต แทนที่จะเปิดไฟล์ทีละไฟล์ด้วยมือ คุณสามารถเขียนสคริปต์ที่ค้นหาและแก้ไขทั้งหมดได้:

# Find all Python files using deprecated API and fix them
matches = search_files("old_api_call", path="src/", file_glob="*.py")
fixed = 0
for match in matches.get("matches", []):
    result = patch(
        path=match["path"],
        old_string="old_api_call(",
        new_string="new_api_call(",
        replace_all=True
    )
    if "error" not in str(result):
        fixed += 1

print(f"Fixed {fixed} files out of {len(matches.get('matches', []))} matches")

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น: Hermes จะค้นหาไฟล์ .py ทุกไฟล์ใน src/ เจอ old_api_call( แล้วแทนที่ด้วย new_api_call( คุณประหยัดเวลาทำด้วยมือไปได้หลายชั่วโมงเลย

รันเทสต์และรับรายงาน

อยากรู้ไหมว่าโค้ดของคุณใช้งานได้จริงหรือเปล่า? คุณสามารถรันชุดเทสต์และรับสรุปผลที่อ่านง่ายได้:

from hermes_tools import terminal, read_file
import json

# Run tests, parse results, and report
result = terminal("cd /project && python -m pytest --tb=short -q 2>&1", timeout=120)
output = result.get("output", "")

# Parse test output
passed = output.count(" passed")
failed = output.count(" failed")
errors = output.count(" error")

report = {
    "passed": passed,
    "failed": failed,
    "errors": errors,
    "exit_code": result.get("exit_code", -1),
    "summary": output[-500:] if len(output) > 500 else output
}

print(json.dumps(report, indent=2))

สคริปต์นี้จะรันเทสต์ของคุณ นับว่าผ่านหรือไม่ผ่านกี่ตัว แล้วพิมพ์รายงาน JSON ที่อ่านง่ายออกมา คุณ甚至可以ส่งรายงานนี้ให้ทีมของคุณทางอีเมลโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย

สองวิธีในการรันโค้ดของคุณ

Hermes ให้คุณเลือก “โหมด” สำหรับรันสคริปต์ได้สองแบบ:

  • โหมดโปรเจกต์ (Project mode) (ค่าเริ่มต้น): สคริปต์ของคุณจะรันในโฟลเดอร์โปรเจกต์ โดยใช้สภาพแวดล้อม Python เดียวกับที่คุณมีอยู่แล้ว เหมาะที่สุดสำหรับงานประจำวัน — คุณสามารถ import pandas หรืออ่านไฟล์ด้วยพาธสัมพัทธ์ได้เหมือนปกติ

  • โหมดเข้มงวด (Strict mode): สคริปต์ของคุณจะรันในโฟลเดอร์แยกต่างหากที่โดดเดี่ยว โดยใช้ Python ของ Hermes เอง ใช้เมื่อคุณต้องการความสามารถในการทำซ้ำได้สูงสุด — เช่น เมื่อคุณแชร์สคริปต์กับคนอื่นและต้องการให้แน่ใจว่ามันรันเหมือนกันทุกที่

คุณสามารถสลับโหมดได้ในไฟล์คอนฟิก:

# ~/.hermes/config.yaml
code_execution:
  mode: project   # or "strict"

ความปลอดภัยต้องมาก่อน (แม้แต่ตอนเขียนโค้ด)

ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย — Hermes ระมัดระวังเสมอ ในทั้งสองโหมด มันจะ:

  • ลบ API keys และรหัสผ่านออกจากสภาพแวดล้อมของสคริปต์คุณ
  • บล็อกไม่ให้สคริปต์เรียกใช้เครื่องมือ Hermes อื่น ๆ แบบเรียกซ้ำ
  • จำกัดเวลาที่สคริปต์สามารถรันได้ (สูงสุด 5 นาที) และจำกัดปริมาณเอาต์พุตที่สามารถพิมพ์ได้

สรุปและเคล็ดลับจากมือโปร

การใช้ Hermes เป็นไลบรารี Python จะเปลี่ยนงานที่น่าเบื่อให้กลายเป็นสคริปต์บรรทัดเดียว เริ่มจากเล็ก ๆ: เลือกงานที่ทำซ้ำ ๆ หนึ่งอย่าง (เช่น เปลี่ยนชื่อตัวแปรหรือรันเทสต์) แล้วทำให้เป็นอัตโนมัติ

เคล็ดลับที่ใช้ได้จริง: ทดสอบสคริปต์ของคุณบน สำเนา ของโปรเจกต์ก่อนเสมอ อย่าทดสอบกับไฟล์ต้นฉบับ วิธีนี้ถ้ามีอะไรผิดพลาด คุณจะได้ไม่ทำให้อะไรเสียหาย เมื่อคุณมั่นใจแล้ว ค่อยรันกับของจริง ขอให้สนุกกับการทำอัตโนมัติ!

📖 เอกสารทางการ

この記事は Hermes Agent のเอกสารทางการに基づいています:เอกสารทางการ › developer-guide/programmatic-integration